วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าว IT

iOS 7 Gold Master เริ่มปล่อยกันยายนนี้

ในวันนี้ Apple จัดการปล่อย iOS 7 Beta 6 สำหรับนักพัฒนาเป็นที่เรียบร้อยและน่าจะเป็นเวอร์ชั่นทดสอบรุ่นสุดท้าย ก่อนจะส่งเวอร์ชั่นเต็มที่พร้อมที่สุดในชื่อ "Gold Master" ให้กับบุคคลทั่วไปตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป

iOS 7 Gold Master (GM) เป็นชื่อเวอร์ชั่นที่บ่งบอกถึงความพร้อมที่สุดของระบบปฏิบัติการใหม่จาก Apple ที่จะส่งถึงผู้ใช้ iPhone กับ iPad ทั่วโลก ซึ่งเว็บไซต์ BGR ได้ให้ข้อมูลว่า Apple ได้กำหนดระยะเวลาในการปล่อย iOS 7 Gold Master เป็นที่เรียบร้อย โดยจะเริ่มต้นส่งให้กับพาร์ทเนอร์หรือพันธมิตรทางการค้าในวันที่ 5 กันยายนนี้ ต่อมาในวันที่ 10 กันยายนจะเป็นคิวของนักพัฒนาที่จะได้สัมผัสกับ iOS 7 Gold Master ควบคู่ไปกับ iPhone 5S กับ iPhone 5C ที่จะเปิดตัวในวันเดียวกันอีกด้วย และหลังจากนั้น 1 สัปดาห์ก็จะเป็นโอกาสของบุคคลทั่วไปที่จะได้เริ่มอัพเดต iOS รุ่นเก่าไปเป็นรุ่นใหม่ ซึ่งถือว่าจะเข้าทำนองเดียวกับการเปิดตัว iOS 6 เมื่อปีที่ผ่านมาเช่นกัน
ส่วนความคาดหวังของ iOS 7 Gold Master จากนักพัฒนาหรือบุคคลทั่วไปจะได้รับการตอบสนองได้มากน้อยเพียงใด เดือนกันยายนนี้เราก็จะได้รู้แล้วว่าระบบปฏิบัติการที่ถูกยกเครื่องใหม่ทั้งหมดจะมีคำวิจารณ์เป็นไปในทิศทางใดบ้าง

อ้างอิงจาก : [เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th]

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Moore's law


Moore's law 
กฏของมัวร์ หรือ Moore's   law       

คือ กฏที่อธิบายแนวโน้มของการพัฒนาฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ในระยะยาว 
มีความว่ จํานวนทรานซิสเตอร์ที่สามารถบรรจุลง
ในชิพจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในทุกๆสองปี 
Gordon E. Moore ผู้ก่อตั้ง Intel  ซึ้งได้อธิบายแนวโน้มไว้ในรายงานของเขาในปี 1965 จึงพบว่ากฎนี้แม่นยํา อาจเกิดขึ้นเนื่องจาก 
อุตสาหกรรม semiconductor  นํากฎนี้ไปเป็นเป้าหมายในการวางแผน พัฒนาอุตสาหกรรมได้ moore's law เป็น ปริมาณของทรานซิสเตอร์บนวงจรรวมจำนวนของทรานซิสเตอร์ ต่อตารางนิ้วบน แผงวงจรรวม มีสองเท่าทุกปีตั้งแต่วงจรรวมถูกคิดค้น Moore predicted that this trend would continue for the foreseeable future. มัวร์ที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มจะดำเนินต่อไปในอนาคตอันใกล้ ในปีถัดไป, การก้าวชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ความหนาแน่นของข้อมูลได้เท่าประมาณทุก 18 เดือน

กอร์ดอน มัวร์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอินเทล 
ได้ใช้หลักการสังเกตตั้งกฎของมัวร์ (Moore’s law) ขึ้น
 ซึ่งเขาบันทึกไว้ว่า ปริมาณของทรานซิสเตอร์บนวงจรรว


กฎของมัวร์ (Moore's Law)         
นปี พ.ศ. 2490 วิลเลียมชอคเลย์และกลุ่มเพื่อนนักวิจัยที่สถาบัน เบลแล็ป ได้คิดค้นสิ่งที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อชาวโลกมาก เป็นการเริ่มต้นก้าวเข้าสู่ยุคอิเล็กทรอนิคส์ที่เรียกว่า โซลิดสเตทเขาได้ตั้งชื่อสิ่งที ่ประดิษฐ์ขึ้นมาว่า "ทรานซิสเตอร์" แนวคิดในขณะนั้นต้องการควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า ซึ่งสามารถทำได้ดีด้วยหลอดสูญญากาศแต่หลอดมี ขนาดใหญ่เทอะทะใช้กำลังงานไฟฟ้ามากทรานซิสเตอร์จึงเป็นอุปกรณ์ที่นำมาแทนหลอดสูญญากาศได้เป็นอย่างดีทำให้เกิดอุตสาหกรรมสาร กึ่งตัวนำตามมา และก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ


           พ.ศ. 2508 อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์สารกึ่งตัวได้แพร่หลาย มีบริษัทผู้ผลิตทรานซิสเตอร์จำนวนมากการประยุกต์ใช้งานวงจรอิเล็กทรอนิกส์  กว้างขวางขึ้น มีการนำมาใช้ในเครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ของใช้ในบ้าน จึงถึงในโรงงานอุตสาหกรรม

การสร้างทรานซิสเตอร์มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง บริษัท แฟร์ซายด์ เซมิคอนดัคเตอร์เป็นบริษัทแรกที่เริ่มใช้เทคโนโลยีการผลิต ทรานซิสเตอร์แบบ    planar หรือเจือสารเข้าทางแนวราบ เทคโนโลยีแบบของการสร้างไอซีในเวลาต่อมา จากหลักฐาน พบว่า บริษัทแฟร์ซายด์ได้ผลิตพลาน่าทรานซิสเตอร์ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2502 และบริษัทเท็กซัสอินสตรูเมนต์ได้ผลิตไอซีได้ในเวลาต่อมา และกอร์ดอนมัวร์กล่าวไว้ว่า จุดเริ่มต้นของกฎของมัวร์เริ่มต้นจากการเริ่มมีพลาน่าทรานซิสเตอร์ 
        คําว่ “กฎของมัวร์นั้นถูกเรียกโดยศาสตราจารย์   Caltech   นามว่า    Carver Mead
ซึ่งกล่าวว่าจํานวนทรานซิสเตอร์จะเพิ่มขึ้เป็นสองเท่าในทุกๆหนึ่งปี ในช่วงปี 1965  ต่อมามัวร์จึงได้
เปลี่ยนรูปกฎ เพิ่ขึ้นสองเท่าในทุกๆสองปีในปี1975

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บิตตรวจสอบ(Parity Bit)

บิตตรวจสอบ(Parity Bit)

เป็นบิตที่เพิ่มเติมต่อท้ายอีก 1 บิต จากเลขฐานสอง ซึ่ง บิตตรวจสอบเป็นบิตพิเศษที่ใช้ตรวจสอบความแม่นยำและความถูกต้องจัดเก็บลงในคอมพิเตอร์

เลขตรวจสอบ จะมีวิธีตรวจสอยอยู่ 2 วิธี
1. การตรวจสอบบิตภาวะคู่
2 การตรวจสอบบิตภาวะคี่ 

ระบบเลขฐานที่ใช้เลขคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบฐานสอง ระบบฐานแปด และระบบฐานสิบหก การแปลงเลขฐาน การจัดเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ การจัดเก็บค่าค่าตัวเลขในคอมพิวเตอร์ที่เป็นทั้งค่าจำนวนเต็มไม่รวมเคื่องหมายและค่าจำนวนเต็มรวมเครื่องหมาย รหัส BCD-8421 รหัสเกิน 3 การบวกด้วย Complement โอเวอร์โฟลว์ 

รหัสแทนข้อมูล

รหัสแทนข้อมูล  

รหัสแทนข้อมูล  หมายถึง รหัสที่ใช้แทนตัวอักขระ ซึ่งประกอบด้วยตัวอักษร ตัวเลข หรือสัญลักษณ์พิเศษอื่น ๆ ที่ใช้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพราะว่าข้อมูลที่เก็บไว้ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์จะแทนด้วยรหัสเลขฐานสองที่มีเลข ๐ กับ ๑ วางเรียงกัน


1.    รหัสแอสกี  (American Standard  Code for Information Interchange : ASCII)
 เป็นมาตรฐานที่นิยมใช้กันมากในระบบคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารข้อมูล รหัสแทนข้อมูลชนิดนี้ใช้เลขฐานสองจำนวน บิตหรือเท่ากับ ไบต์แทนอักขระหรือสัญลักษณ์แต่ละตัว  ซึ่งหมายความว่า  การแทนอักขระแต่ละตัวจะประกอบด้วยตัวเลขฐานสอง บิตเรียงกัน ซึ่งลำดับของแต่ละบิต
2.   รหัสแอบซิดิก  (Extended  Binary  Coded  Decimal  Interchange  Code : EBCDIC) 
พัฒนาโดยบริษัทไอบีเอ็ม รหัสแทนข้อมูลนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้แล้วในปัจจุบัน
การกำหนดรหัสจะใช้  8  บิต ต่อหนึ่งอักขระเหมือนกับรหัสแอสกี  แต่แบบของรหัสที่กำหนดจะแตกต่างกัน โดยรหัสแอบซิดิกจะเรียงลำดับแต่ละบิตที่ใช้แทนอักขระ

3.   รหัสยูนิโค้ด  (Unicode)  
ป็นรหัสที่สร้างขึ้นมาในระยะหลังที่มีการสร้างแบบตัวอักษรของภาษาต่าง  ๆ  รหัสยูนิโค้ดเป็นรหัสที่ต่างจาก ชนิดที่กล่าวมาข้างต้น  คือ ใช้เลขฐานสอง  16  บิต  ในการแทนตัวอักษร  เนื่องจากที่มาของการคิดค้นรหัสนี้  คือ  เมื่อมีการใช้งานคอมพิวเตอร์ในหลายประเทศและมีการสร้างแบบตัวอักษร (font)  ของภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก  ในบางภาษา  เช่น  ภาษาจีน  และภาษาญี่ปุ่น  เป็นภาษาที่เรียกว่าภาษารูปภาพซึ่งมีตัวอักษรเป็นหมื่นตัว  หากใช้รหัสที่เป็นเลขฐานสอง  8  บิต  ก็สามารถแทนรูปแบบตัวอักษรได้เพียง  256 รูปแบบ ซึ่งไม่สามารถแทนตัวอักษรได้ครบ  จึงสร้างรหัสใหม่ขึ้นมาเพิ่มเพื่อให้สามารถแทนตัวอักขระได้ถึง  65,536  ตัว ซึ่งมากพอและสามารถแทนสัญลักษณ์กราฟิกและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ได้อีก

Apisit salowhorm


A = 0100 0001
P = 0101 0000
I = 0100 1001
S = 0101 0011
I = 0100 0100
T= 0101 0100
space = 0010 0000
S = 0101 0011
A = 0100 0001
L= 0100 1100
O =0100 1111
W= 0101 0111
H= 0100 1000
O= 0100 1111
R= 0101 0010
M =0100 1101

0100000101010000010010010101001101000100010101000010000001010011010000010100 0001010011000100111101010111010100100101001001001101

ใช้พื้นที่จัดเก็บจำนวน 16 Byte หรือ 32 bit

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ยุคของคอมพิวเตอร์

ยุคของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1

อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ. 2501 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าสูง จึงมีปัญหาเรื่องความร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก การสั่งงานใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ยุ่งยากซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอร์ของยุคนี้มีขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค วัน (MARK I), อีนิแอค (ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)มาร์ค วัน  อินิแอค  


       
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2

คอมพิวเตอร์ยุคที่สอง อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2506 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ โดยมีแกนเฟอร์ไรท์เป็นหน่วยความจำ มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองในรูปของสื่อบันทึกแม่เหล็ก เช่น จานแม่เหล็ก ส่วนทางด้านซอฟต์แวร์ก็มีการพัฒนาดีขึ้น โดยสามารถเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงซึ่งเป็นภาษาที่เขียนเป็นประโยคที่คนสามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาฟอร์แทน ภาษาโคบอล เป็นต้น ภาษาระดับสูงนี้ได้มีการพัฒนาและใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน




คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3

 คอมพิวเตอร์ยุคที่สาม อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2512 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวม (Integrated Circuit : IC) โดยวงจรรวมแต่ละตัวจะมีทรานซิสเตอร์บรรจุอยู่ภายในมากมายทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์จะออกแบบซับซ้อนมากขึ้น และสามารถสร้างเป็นโปรแกรมย่อย ๆ ในการกำหนดชุดคำสั่งต่าง ๆ ทางด้านซอฟต์แวร์ก็มีระบบควบคุมที่มีความสามารถสูงทั้งในรูประบบแบ่งเวลาการทำงานให้กับงานหลาย ๆ อย่าง  






                                    คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4

คอมพิวเตอร์ยุคที่สี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึงปัจจุบัน เป็นยุคของคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวมความจุสูงมาก(Very Large Scale Integration : VLSI) เช่น ไมโครโพรเซสเซอร์ที่บรรจุทรานซิสเตอร์นับหมื่นนับแสนตัว ทำให้ขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงสามารถตั้งบนโต๊ะในสำนักงานหรือพกพาเหมือนกระเป๋าหิ้วไปในที่ต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกันระบบซอฟต์แวร์ก็ได้พัฒนาขีดความสามารถสูงขึ้นมาก มีโปรแกรมสำเร็จให้เลือกใช้กันมากทำให้เกิดความสะดวกในการใช้งานอย่างกว้างขวาง

                                                                   
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 5

คอมพิวเตอร์ยุคที่ห้า เป็นคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์พยายามนำมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจและแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีการเก็บความรอบรู้ต่าง ๆ เข้าไว้ในเครื่อง สามารถเรียกค้นและดึงความรู้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็นประโยชน์ คอมพิวเตอร์ยุคนี้เป็นผลจากวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรปกำลังสนใจค้นคว้าและพัฒนาทางด้านนี้กันอย่างจริงจัง


วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ประวัติคอมพิวเตอร์


Charles Babbage
ผู้คิดค้นต้นแบบคอมพิวเตอร์

ประวิติ
มีชีวิตช่วง ค.ศ 1791 - 1871 ที่อังกฤษในครอบครัวของนายธนาคาร แบบบิจเติบโตมาใน "ยุคที่อังกฤษเป็นมหาอำนาจ" และกำลังอยู่ในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม นอกจากเป็นนักคณิตศาสตร์ เค้าก็ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี การเมือง และเศรษกิจ (เป็น Celebrated Policial Economist แห่งยุค) เขาเอาเงินมาลงทุนทำวิจัยด้านเครื่องวิเคราะห์

ผลงาน
งานที่ทำให้เขาโด่งดัง "Difference Engine 
สร้างต้นแบบเครื่องคอมพิวเตอร์


     
Lady Augus Ada byron
โปรแรมเมอร์คนแรกของโลก

ประวัติ
เป็นบุตรสาวของ ลอร์ด ไปรอน  เกิดเมื่อ ค.ศ 1815 หลังเธอเกิดได้ไม่นาน พ่อแม่ของเธอก็แยกทางกัน แม่ของเอดา จึงตัดสินใจ เลี้ยงดูเธอให้เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ และศึกษาด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ต่างจากกุลสตรีในตระกูลใหญ่ๆของอังกฤษทั่วไป


ผลงาน
แปลงงานของ Laplace เป็นอังกฤษ
ร่วมมือกับแบบบิจ คิดค้น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวแรกของโลก




Herman Hollerith

ประวัติ 

Hollerith บิดามารดาได้อพยพไปสหรัฐอเมริกาจากประเทศเยอรมนีใน 1848 หลังจาก disturbances ทางการเมือง Hollerith เป็นเด็กที่สดใส แต่ก็ไม่สามารถเรียนรู้และสะกดคำได้
Hollerith โตขึ้น และได้ทำหน้าที่เป็นวิศวกรที่ปรึกษาที่มีคอมพิวเตอร์เป็นตารางบันทึก แม้ว่า Hollerith ได้มีแรงสนับสนุนสำคัญในการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีบัตร Punched 

ผลงาน
  • คิดค้นระบบเบรกใหม่สำหรับรถไฟ 
  • ได้รับรางวัลเกียรติ Elliot Cresson 
  • ออกแบบ Punches
  • ปรับปรุงเครื่องอ่านการ์ด
  • ปรับปรุงความถูกต้องของ pin 

Alan Turing
ผู้เริ่มศาสตร์คอม

ประวัติ
 เป็นชาวอังกฤษ เกิดเมื่อ ค.ศ 1912 ที่ลอนดอน และอาศัยอยู่กับพี่ชาย บิดาและมารดาของทัวริ่ง พบกัน และที่ทำงานที่ประเทศอินเดีย
ในสมัย ม.ปลาย ทัวริ่งนับถือรุ่นพี่คนหนึ่ง ชื่อ คริสโตฟอร์ มอร์คอม ซึ่งเสียชีวิตไปก่อน ทัวริ่งเศร้ามาก และอยากจะสานต่อสิ่งที่รุ่นพี่เขาอยากให้ทำให้เสร็จ อยู่มาวันหนึ่ง เขาเจอหนังสือดังยุคนั้นชื่อ "The Nature of the Physical World" อ่นไปก็เกิดนึกขึ้นไปเองว่า ทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม มันต้องเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่อง mind and matter ที่เขาคิดอยู่

ผลงาน
ได้รับรางวัล Smith's prize
การคิดค้นโมเดลที่สามารถทำงานได้เทียบเท่ากับเครื่องคอมพิวเตอร์



Konred Zuse

ผลงาน
 สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ไบนารีที่เขาได้ออกแบบทฤษฎีสำหรับภาษาโปรแกรมชั้นสูง ชื่อว่า "Plankalkul"


Prof. Howard H.Aiken
ผู้สร้างเครื่องคำนวณ ชื่อ มาร์ค-วัน 

โฮเวิร์ด เอซไอเคน เป็นศาสตร์ตราจารย์คณิตศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์ดวาร์ด เป็นผู้ออกแบบและสร้างเครื่องคำนาณตามหลักการของแบบเบจได้สำเร็จ โดยนำเอาแนวคิดของ Jacquard และ Hpllerith มาใช้ในการสร้างและสนับสนุนจากวิศวกรของบริษัทไอบีเอ็ม สน้างเสร็จในปี ค.ศ 1943 ในชื่อ Automatic Sequence Controlled Calculator (ASCC) หรือ Mark 1 Computer

ผลงาน 
ผู้สร้างเครื่องคำนวณ ชื่อ มาร์ค-วัน 




Dr.John V.Atanasoff & Clifford Berry

ในช่วง ค.ศ 1942 Dr.John V.Atanasoff อาจารย์สาขาฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยไอโอวา ได้ร่วมมือกับศิษย์ของเขาชื่อ คลิฟฟอร์ด เบอร์รี่ Clifford Berry สร้างเครื่องมือที่อาศัยการทำงานของหลอดสูญญากาศเพื่อนำมาช่วยในงานประมวลผลทั่วไป โดยเรียกเครื่องคอมพิวเตอร์นี้ว่า เครื่อง "ABC"

ผลงาน
 สร้างเครื่อง ABC





Dr. John W. Mauchly & J. Presper Eckert

ค.ศ 1951 คอมพิวเตอร์ได้ถูกพัฒนาให้สามารถใช้งานได้อย่างครอบคลุม มีชื่อว่า The UNIVAC I
 (The Universal Automatic Computer I) โดยมี Dr. John W. Mauchly และ J. Presper Eckert เป็นผู้พัฒนาขึ้นมาจัดเป็นยุคของคอมพิวเตอร์ยุคที่ 1 (ค.ศ 1951- 1959 )


Dr. John Von Neumann

ประวัติ
เขาเป็นบุตรชายคนโต ในพี่น้อง3คน เกิดที่เมือง บูดาเปส บิดาชื่อ Neumann Miksa เป็นนักการธนาคาร และ มารดาคือ Kann margit นอยมันน์มีชื่อ ว่า "Jancsi" เขาเติมโตมาในครอบครัวชาวยิวที่ไม่เคร่ครัด และแสดงถึงความจำที่เป็นเลิศมาตั้งแต่เด็ก
ผลงาน
สร้างเครื่องจักรแบบ ฟอน นอยมันน์ เป็นผู้เริ่มสาขา cellular automata


Dr. Ted Hoff 

ดร. เท็ด ฮอฟฟ์ (Ted Hoff) แห่งบริษัทอินเทล (Intel Corporation) ได้พัฒนาชิพที่มีขนาดเล็กมาก จึงได้ชื่อว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ ชื่อ รุ่น คือ Intel 4004 เป็นหน่วยประมวลผลขนาดเล็กที่สามารถลงโปรแกรมได้   คอมพิวเตอร์ที่ใช้ชิพขนาดเล็กนี้จึงถูกเรียกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ด้วย


Steve Jobs & Steve Wazniak

ได้สร้าง Apple คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องแรก ภายใต้ชื่อว่า Apple II และได้รับการตอบรับ ถึงความสำเร็จอย่างรวดเร็วทั่วโลกเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้มีการนำไปใช้งานในสถาบันการศึกษาต่างๆหลายคนก็ได้มีโอกาสสัมผัสเครื่องคอมเป็นครั้งแรก


Bill Gates

เป็นเจ้าของบริษัทไมโครซอฟ ได้ทำการพัฒนาโปรแกรมระบบปฎิบัติการที่ใช้งานบนเครื่องไอบีเอ็ม (PC-DOS) หลังจากนั้นเป็นต้นมา Bill Gates ก็ได้พัฒนาระบบปฎิบัติการ MS-DOS ขึ้นมาใช้งานบนเครื่อง PC ทั่วไป ทำให้ประสบความสำเร็จมาก