วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
Moore's law
Moore's law
กฏของมัวร์ หรือ Moore's law
คือ กฏที่อธิบายแนวโน้มของการพัฒนาฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ในระยะยาว
มีความว่า จํานวนทรานซิสเตอร์ที่สามารถบรรจุลง
ในชิพจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในทุกๆสองปี
Gordon E. Moore ผู้ก่อตั้ง Intel ซึ้งได้อธิบายแนวโน้มไว้ในรายงานของเขาในปี 1965 จึงพบว่ากฎนี้แม่นยํา อาจเกิดขึ้นเนื่องจาก
อุตสาหกรรม semiconductor นํากฎนี้ไปเป็นเป้าหมายในการวางแผน พัฒนาอุตสาหกรรมได้ moore's law เป็น ปริมาณของทรานซิสเตอร์บนวงจรรวมจำนวนของทรานซิสเตอร์ ต่อตารางนิ้วบน แผงวงจรรวม มีสองเท่าทุกปีตั้งแต่วงจรรวมถูกคิดค้น Moore predicted that this trend would continue for the foreseeable future. มัวร์ที่คาดการณ์ว่าแนวโน้มจะดำเนินต่อไปในอนาคตอันใกล้ ในปีถัดไป, การก้าวชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ความหนาแน่นของข้อมูลได้เท่าประมาณทุก 18 เดือน
กอร์ดอน มัวร์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอินเทล
ได้ใช้หลักการสังเกตตั้งกฎของมัวร์ (Moore’s law) ขึ้น

ซึ่งเขาบันทึกไว้ว่า ปริมาณของทรานซิสเตอร์บนวงจรรวม

กฎของมัวร์ (Moore's Law)
ในปี พ.ศ. 2490 วิลเลียมชอคเลย์และกลุ่มเพื่อนนักวิจัยที่สถาบัน เบลแล็ป ได้คิดค้นสิ่งที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อชาวโลกมาก เป็นการเริ่มต้นก้าวเข้าสู่ยุคอิเล็กทรอนิคส์ที่เรียกว่า โซลิดสเตทเขาได้ตั้งชื่อสิ่งที ่ประดิษฐ์ขึ้นมาว่า "ทรานซิสเตอร์" แนวคิดในขณะนั้นต้องการควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า ซึ่งสามารถทำได้ดีด้วยหลอดสูญญากาศแต่หลอดมี ขนาดใหญ่เทอะทะใช้กำลังงานไฟฟ้ามากทรานซิสเตอร์จึงเป็นอุปกรณ์ที่นำมาแทนหลอดสูญญากาศได้เป็นอย่างดีทำให้เกิดอุตสาหกรรมสาร กึ่งตัวนำตามมา และก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับพ.ศ. 2508 อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์สารกึ่งตัวได้แพร่หลาย มีบริษัทผู้ผลิตทรานซิสเตอร์จำนวนมากการประยุกต์ใช้งานวงจรอิเล็กทรอนิกส์ กว้างขวางขึ้น มีการนำมาใช้ในเครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ของใช้ในบ้าน จึงถึงในโรงงานอุตสาหกรรม
คําว่า “กฎของมัวร์” นั้นถูกเรียกโดยศาสตราจารย์ Caltech นามว่า Carver Mead
ซึ่งกล่าวว่าจํานวนทรานซิสเตอร์จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆหนึ่งปี ในช่วงปี 1965 ต่อมามัวร์จึงได้
เปลี่ยนรูปกฎ เพิ่ขึ้นสองเท่าในทุกๆสองปีในปี1975
วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
บิตตรวจสอบ(Parity Bit)
บิตตรวจสอบ(Parity Bit)
เป็นบิตที่เพิ่มเติมต่อท้ายอีก 1 บิต จากเลขฐานสอง ซึ่ง บิตตรวจสอบเป็นบิตพิเศษที่ใช้ตรวจสอบความแม่นยำและความถูกต้องจัดเก็บลงในคอมพิเตอร์
เลขตรวจสอบ จะมีวิธีตรวจสอยอยู่ 2 วิธี
1. การตรวจสอบบิตภาวะคู่
2 การตรวจสอบบิตภาวะคี่
ระบบเลขฐานที่ใช้เลขคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบฐานสอง ระบบฐานแปด และระบบฐานสิบหก การแปลงเลขฐาน การจัดเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ การจัดเก็บค่าค่าตัวเลขในคอมพิวเตอร์ที่เป็นทั้งค่าจำนวนเต็มไม่รวมเคื่องหมายและค่าจำนวนเต็มรวมเครื่องหมาย รหัส BCD-8421 รหัสเกิน 3 การบวกด้วย Complement โอเวอร์โฟลว์
รหัสแทนข้อมูล
รหัสแทนข้อมูล
รหัสแทนข้อมูล หมายถึง รหัสที่ใช้แทนตัวอักขระ ซึ่งประกอบด้วยตัวอักษร ตัวเลข หรือสัญลักษณ์พิเศษอื่น ๆ ที่ใช้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพราะว่าข้อมูลที่เก็บไว้ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์จะแทนด้วยรหัสเลขฐานสองที่มีเลข ๐ กับ ๑ วางเรียงกัน
1. รหัสแอสกี (American Standard Code for Information Interchange : ASCII)
เป็นมาตรฐานที่นิยมใช้กันมากในระบบคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารข้อมูล รหัสแทนข้อมูลชนิดนี้ใช้เลขฐานสองจำนวน 8 บิตหรือเท่ากับ 1 ไบต์แทนอักขระหรือสัญลักษณ์แต่ละตัว ซึ่งหมายความว่า การแทนอักขระแต่ละตัวจะประกอบด้วยตัวเลขฐานสอง 8 บิตเรียงกัน ซึ่งลำดับของแต่ละบิต
2. รหัสแอบซิดิก (Extended Binary Coded Decimal Interchange Code : EBCDIC)
พัฒนาโดยบริษัทไอบีเอ็ม รหัสแทนข้อมูลนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้แล้วในปัจจุบัน
การกำหนดรหัสจะใช้ 8 บิต ต่อหนึ่งอักขระเหมือนกับรหัสแอสกี แต่แบบของรหัสที่กำหนดจะแตกต่างกัน โดยรหัสแอบซิดิกจะเรียงลำดับแต่ละบิตที่ใช้แทนอักขระ
3. รหัสยูนิโค้ด (Unicode)
ป็นรหัสที่สร้างขึ้นมาในระยะหลังที่มีการสร้างแบบตัวอักษรของภาษาต่าง ๆ รหัสยูนิโค้ดเป็นรหัสที่ต่างจาก 2 ชนิดที่กล่าวมาข้างต้น คือ ใช้เลขฐานสอง 16 บิต ในการแทนตัวอักษร เนื่องจากที่มาของการคิดค้นรหัสนี้ คือ เมื่อมีการใช้งานคอมพิวเตอร์ในหลายประเทศและมีการสร้างแบบตัวอักษร (font) ของภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก ในบางภาษา เช่น ภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่น เป็นภาษาที่เรียกว่าภาษารูปภาพซึ่งมีตัวอักษรเป็นหมื่นตัว หากใช้รหัสที่เป็นเลขฐานสอง 8 บิต ก็สามารถแทนรูปแบบตัวอักษรได้เพียง 256 รูปแบบ ซึ่งไม่สามารถแทนตัวอักษรได้ครบ จึงสร้างรหัสใหม่ขึ้นมาเพิ่มเพื่อให้สามารถแทนตัวอักขระได้ถึง 65,536 ตัว ซึ่งมากพอและสามารถแทนสัญลักษณ์กราฟิกและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ได้อีก
Apisit salowhorm
A = 0100 0001
P = 0101 0000
I = 0100 1001
S = 0101 0011
I = 0100 0100
T= 0101 0100
space = 0010 0000
S = 0101 0011
A = 0100 0001
L= 0100 1100
O =0100 1111
W= 0101 0111
H= 0100 1000
O= 0100 1111
R= 0101 0010
M =0100 1101
0100000101010000010010010101001101000100010101000010000001010011010000010100 0001010011000100111101010111010100100101001001001101
ใช้พื้นที่จัดเก็บจำนวน 16 Byte หรือ 32 bit
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
